ชุ่นญี่ปื่อ

posted on 08 May 2011 01:59 by champcpe

พอดีสงสัยความหมายของยี่ห้อญี่ปุ่นหลายๆ ยี่ห้อ เลยไปหามา

 

Kinokuniya - ร้านแห่งจังหวัดคิ (จังหวัดคิอยู่ในเขตฮนชู)

Ootoya - ร้านประตูใหญ่

Atari - คล้ายๆ Checkmate ในเกมโกะ

Bridgestone มาจากคนญี่ปุ่นชื่อ Ishibashi แปลว่า สะพานหิน

Canon มาจากเทพพันมือ "คันนน"

Epson มาจาก Son of Electronic Printer

Hitachi แปลว่าพระอาทิตย์ขึ้น

Kyocera มาจาก Kyoto Ceramics

Mitsubishi แปลว่า เพชรสามอัน (ตามโลโก้)

Nikon - Nippon Kogaku (Japanese Optical)

Nintendo - ประมาณว่าบัญชาฟ้า

Nissan - Nippon Sangyo แปลว่า Japanese Industry

Sharp ตอนแรกขายดินสอ เลยชื่อ Sharp...

Sony - ลาติน Sonus แปลว่าเสียง และ Sonny แสลงว่าแบบ เด็กเก่งไรงี้

Suzuki - ชื่อผู้ก่อตั้ง

Toyota - ผู้ก่อตั้ืงชื่อ Toyoda

Ajinomoto - ต้นกำเนิดแห่งรสชาติ (Aji รส)(no ของ)(Moto ต้นกำเนิด)

Konami - ตัวอักษรแรกของชื่อผู้ก่อตั้งสามคนรวมกัน

Shokubutsu Monogatari - Shokubutsu แปลว่า พืช Monogatari แปลว่า ตำนาน

 

 

หมดละ พอรู้ที่มาบางอันแล้วความขลังลดลงเลยเนอะ :-D

โต๊ะโตะจังกับป๊าของผม

posted on 07 Apr 2011 23:04 by champcpe
ผมไม่ชอบดูรายการฝันที่เป็นจริง
 
อาจเป็นเพราะผมไม่ชอบภาพแห่งความยากลำบาก ความตรากตรำ ไม่ชอบดูซี่โครงคน ไม่ชอบดูยายแก่ๆ รันทด ไม่ชอบดูคุณลุงที่เสียลูกไปด้วยโรคร้ายแรงรักษาไม่หาย ไม่ชอบดูเด็กกำพร้า ไม่ชอบความสกปรก ไม่ชอบความยากจน ไม่ชอบซาเล้ง ไม่ชอบคนขายเศษเหล็ก ไม่ชอบและไม่ชอบ
 
แต่เหตุผลเหล่านั้นไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริง ที่ทำให้ผมไม่ชอบดูรายการฝันที่เป็นจริง
 
เมื่อผมยังเด็ก หย่อนตูดลงบนขอบเหล็กของเตียงพยาบาล ทีวีตั้งอยู่ข้างหน้าในมุมเงย เสียงแม่คุยกับลูกค้าแนะนำยาที่จัดเตรียมเป็นเซ็ตๆ ดังสอดเสียงผู้ประกาศ ป๊านั่งบนเก้าอี้ประจำตัว สายตาจ้องทีวีเช่นกัน เป็นรายการ "ฝันที่เป็นจริง" (ถ้าจำไม่ผิดจะฉายตอนบ่ายๆ ในวันเสาร์) คุณต๋อย ไตรภพ พูดเข้ารายการก่อนภาพตัดฉับเป็นสารคดีสั้น สร้างจากเรื่องอาภัพอับเฉาของผู้เข้าร่วมรายการในตอนนั้นๆ สมจริงจนเด็กชายทีปกรคิดว่าเป็นภาพจากกล้องแอบถ่าย เมื่อโตขึ้นมาคงรู้ว่าคงมีการนัดแนะในกองว่า "ป้า เดินไปมุมนั้นนะ" "ป้า ทำหน้าอย่างนี้ตรงนี้นะ" อยู่พอประมาณ
 
เมื่อเข้าสู่ช่วงนี้ของรายการ ป๊าจะเริ่มเทศนา
 
"ดูเขาสิ ชีวิตเขาลำบากขนาดนี้ ชีวิตแชมป์เกิดมา มีป๊าแม่ส่งเสีย ต้องรู้จักใช้เวลาให้คุ้มค่า"
 
"เห็นไหมว่าเขาเป็นเด็กกำพร้า หาเช้ากินค่ำ เงินทองไปโรงเรียนก็ไม่มี"
 
"ลุงเขาต้องไปตักน้ำจากบ่อที่ไกลจากบ้านตั้งยี่สิบกิโลเมตร แชมป์มีน้ำเป๊ปซี่นั่งกินอยู่ ต้องรู้จักเห็นใจคนรอบข้างบ้างรู้ไหม"
 
และอื่นๆ
 
คงเป็นการสอนในลักษณะนี้เองที่ทำให้เด็กชายทีปกรต่อต้านรายการฝันที่เป็นจริง เมื่อรายการขึ้นต้นมา สวัสดีครับพบกับรายการฝันที่เป็นจริงสนับสนุนโดยบรีส วันนี้เราจะมาแจกรถเข็นกันอีกนะครับ เสียงสั่งสอนของป๊าก็ดังมาจากข้างหลังทุกทีไป ไม่ว่าวันนั้นเด็กชายจะทำผิดหรือไม่ ไม่ว่าวันนั้นอารมณ์ของเด็กชายหรือป๊าจะเป็นอย่างไร เมื่อรายการฝันที่เป็นจริงเริ่มต้นขึ้น การสั่งสอนก็เริ่มต้นขึ้นเช่นกันราวกับเป็นธรรมเนียม
 
ไม่ใช่ว่าการสั่งสอนนั้นจะเป็นเรื่องผิดแต่อย่างใด ตระหนักดี ทุกคำที่ป๊าพร่ำบ่น พร่ำสอน ทุกคำ ทุกประโยค สร้างผมให้เป็นผมในทุกวันนี้ (เป็นที่เชื่อกันในครอบครัวว่า ผมสอนน้องสาวได้โหดกว่าป๊าสอนผมเสียอีก) ทุกวลีมีประโยชน์ในตัวของมัน
 
ทว่าหมุนนาฬิกากลับไป เด็กชายทีปกรเป็นเด็กชายทีปกร เป็นเด็กชายอายุสิบปี การสั่งสอนไม่ว่าจะเคลือบน้ำตาลมาหนาแค่ไหนก็ไม่ใช่เรื่องสนุก ยังคงเป็นการสั่งสอนและมีความหมายไปถึงการลงโทษกลายๆ ไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมต้องมาสอนกันด้วย! เด็กชายคิดในห้วงขณะจิตหนึ่ง โมโห โกรธ หงุดหงิดและน้อยใจ
 
ในสัปดาห์หลังๆ เป็นอันว่าถ้าบ่ายวันเสาร์แล้ว ผมคว้ารีโมตมาเปลี่ยนช่องหนีไปจาก "ฝันที่เป็นจริง" ก่อนรายการจะเริ่มทุกครั้ง ไม่ลอดจากสายตาของป๊าและแม่ รู้กันว่าทีปกรแบนรายการฝันที่เป็นจริง และทีปกรแบนความข้นแค้นทุกประเภท พาให้โดนสั่งสอนหนักขึ้นอีก
 
...
 
โต๊ะโตะจังกับโต๊ะโตะจังทั้งหลาย หนังสือของคุโรยานางิ เท็ตสึโกะ ดาราโทรทัศน์คนที่สี่ของญี่ปุ่น และฑูตยูนิเซฟ เขียนถึงสภาพแร้นแค้นเกินจินตนาการของหลายประเทศ บ้างบอบช้ำจากสงคราม บ้างจากภัยธรรมชาติ ในฐานะฑูต เธอเดินทางไปเยือนประเทศเหล่านั้นเพื่อซึมซับและสื่อสาร นำความช่วยเหลือจากประเทศที่มั่งมีกว่าไปสู่ ยอดเงินบริจาคในบัญชีของเธอแตะหลักสองพันล้านเยนจากผู้บริจาคหนึ่งแสนห้าหมื่นกว่าราย
 
แม้จะเป็นเรื่องรันทดชวนเบือนหน้าหนี แต่โต๊ะโตะจังก็เขียนเล่าอย่างตรงไปตรงมา กล้าหาญและอ่อนหวาน จริงจนจับใจ เธอเล่าถึงน้ำใจอันดีของเด็กๆ ในแทนซาเนียที่แม้จะขาดแคลนน้ำอย่างหนักจนต้องขุดดินเพื่อหาน้ำดื่ม แต่ก็ยังจัดคิวให้เด็กเล็กได้กินก่อน เด็กโตได้กินทีหลัง เธอเล่าถึงวาระสุดท้ายของเด็กน้อยที่ป่วยเป็นโรคร้าย แต่ก็ยังมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยนและสวดอ้อนวอนให้เธอโชคดี เธอเล่าถึงผู้หญิงที่รับอุปการะลูกของคนอื่นมาเลี้ยงราวกับลูกของตัวเองแม้ยากไร้จนไม่เหลืออาหารส่วนของตน
 
เธอเล่าถึงความมี ในความไม่มี
 
ขณะที่อ่าน ผมนึกถึงรายการฝันที่เป็นจริง และสิ่งที่ผม (รวมไปถึงเด็กชายทีปกร) หลบหลีกมาเนิ่นนาน เป็นความรู้สึกอึ้งจนต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
 
บางครั้งบทเรียนที่ดี ต้องมาในเวลาที่ถูกต้อง นั่นคือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ในวันนี้
 
ขอบคุณป๊าและคุณต๋อย ไตรภพที่สอนให้ผมฉลาดพอที่จะได้รับสารจากโต๊ะโตะจัง.
 
 

นัย

posted on 03 Apr 2011 22:42 by champcpe
บนชักโครกในห้องน้ำข้างห้องนอน สิ่งที่วางอยู่คือนิตยสาร คิด Creative Thailand ขององค์กรสร้างสรรค์ TCDC ฉบับเดือนมกราคม 2554 ปกสีแดงฉูดฉาดปรากฏเครื่องทอง สร้อย พู่ เข็มขัดลายไทย (ผู้เขียนไม่มีความรู้พอที่จะเรียกสิ่งดังกล่าวให้ถูกต้อง) กุญแจรถยนต์ แบงค์พันมัดฟ่อน ประดับประดาเรียงตัวกันเป็นอักษร "ร" "ว" "ย" ประกอบเป็นคำว่า "รวย"

หากเป็นฉากในภาพยนตร์ ปกนิตยสารเล่มนี้อาจสื่อถึงลักษณะนิสัยปากกัดตีนถีบของตัวละครหลัก บ้างอาจอ้างถึงความต้องการสกัดตนเองออกจากชนชั้นที่สังกัดอยู่ (ซึ่งเดาว่าน่าจะเป็นชนชั้นกลางจากแบรนด์ของนิตยสารที่พูดถึง "ความสร้างสรรค์") ให้พุ่งทะยานขึ้นสู่ชนชั้นที่สูงกว่า อาจสื่อไปได้ไกลถึงความขัดแย้งระหว่างพลพรรคสีแดง กับสีเหลือง (สื่อด้วยสีทอง) อาจสื่อถึงความฟุ้งเฟ้อของสังคมเมือง และเกี่ยวพันไปได้ไกลถึงจุดกำเนิดของฟองสบู่เศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีหน้า ภาวะเงินเฟ้อ และ ฯลฯ

แต่เมื่อมันอยู่ในห้องน้ำของผม ผู้มีตัวตนจริงในโลกจริง มิใช่ตัวละครในภาพยนตร์

มันจึงเป็นเพียงนิตยสารเล่มหนึ่ง ที่ผม ตัวละครหลักในชีวิตของผม ยังอ่านไม่จบ จึงวางไว้บนนั้น
 
ไม่ได้มีนัยสำคัญอะไร.
 
(เขียนขึ้นมาหลังจากพบว่า มีคนพยายามตีความสิ่งต่างๆ มากเกินไป มากขึ้นในทุกหย่อมหญ้า)
 

ยามเวร

posted on 01 Apr 2011 19:38 by champcpe
หมู่บ้านของผมเพิ่งเปลี่ยนบริษัทบริการรักษาความปลอดภัย ชายที่ผมประจันจึงดูไม่คุ้นหน้าเอาเสียเลย
 
สักเดือนก่อน มีจดหมายแจ้งเหตุเสียบกล่องไปรษณีย์สีสนิม อ่านได้ความว่าเพิ่งเกิดเหตุโจรกรรมครั้งอุกอาจที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งหมู่บ้านมาสิบกว่าปี รถยนต์ที่จอดอยู่นอกเขตรั้วบ้านถูกทุบกระจกฉกทรัพย์ไปไม่ต่ำกว่าสามคัน (อาจมีผู้เสียหายมากกว่านี้แต่ไม่ได้แจ้ง) ทางนิติบุคคลและคณะกรรมการหมู่บ้าน (ที่ประกอบด้วยลูกบ้านตั้งคอมมิตตีเป็นเรื่องเป็นราว มีการเลือกตั้งกันอย่างเป็นระบบ แต่ผมไม่เคยไปร่วมกับเขา) จึงพิจารณาเปลี่ยนบริษัทบริการรักษาความปลอดภัย หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า บริษัทยาม ไปใช้บริษัทใหม่ที่น่าจะอารักษ์ความปลอดภัยให้กับลูกบ้านได้ดีกว่าที่เป็นอยู่
 
น่าเสียดาย
 
กับยามๆ คนเก่า (ไม้ยมกแสดงถึงพหุพจน์ นั่นคือ ยามหลายคน) ผมคิดว่าพวกเขาออกจะมีมารยาทดีงาม เวลาใครใคร่ขับรถหรือแม้เพียงขี่จักรยานผ่านประตูชัย พวกเขาก็จะทำท่าตะเบ๊ะเป็นระเบียบ สร้างความรู้สึกมีพริวิลเลจอิ่มเอม หรือบางครั้งไม่สะดวกจะตะเบ๊ะ ก็จะเคาะรองเท้าหนังให้ดัง แก๊ก หนึ่งที เป็นการทำความเคารพลูกบ้าน
 
ด้วยทำเลที่ตั้งของหมู่บ้านที่อยู่ลึกจากปากซอย วินมอเตอร์ไซค์จึงเป็นสิ่งที่ขาดเสียไม่ได้ ปกติขาวินเสื้อส้มพวกนี้จะนอนไกวเปลอยู่ใต้ต้นไม้หน้าหมู่บ้าน หรือไม่ก็จับกลุ่มก๊งเหล้ากันขโมงโฉงเฉง ลูกบ้านที่ต้องการจะใช้บริการมอเตอร์ไซค์ต้องเกิดไปสะกิดเสียทีหนึ่ง จึงจะค่อยๆ เอื้อนเขยื้อนกายออกมาจากเปลญวนหรือวงเหล้าไปสู่รถ กว่าจะได้ใช้บริการบางครั้งจึงกินเวลากว่าห้านาที
 
ยามๆ เก่าเขาเจ๋งตรงที่พอเห็นแต่ลิบๆ ว่าเราเดินมาโน่น เขาก็จะปรบมือหรือทำเสียงเป่าปากเป็นสัญญาณให้พวกวินรู้ว่ามีลูกค้าเดินมาแต่ไกลแล้ว ให้ขยับตัวไปสตาร์ตมอเตอร์ไซค์เตรียมไว้หรือกระทั่งขี่มารับ เวลาตรงนี้จึงประหยัดไปได้อีกหย่อมหนึ่ง
 
หากมีปัญหาไฟฟ้าดับ หลอดขาด หรืออยากหาคนทำสวน ด้วยความที่อยู่มานาน ยามๆ จึงเป็นแหล่งข้อมูลชั้นดีในการแก้ไขปัญหา เขาจะมีสมุดที่รู้กันในหมู่ยามเล่มหนึ่งว่าเป็นสมุดที่กุมข้อมูลอันจำเป็น หากลูกบ้านคนไหนมาถามหาคนสวน ก็จะแจกแจงได้ว่า อ๋อ ต้องไปจ้างลุงเก่ง เบอร์โทรเท่านั้นนี้ หากจะเปลี่ยนหลอดไฟแต่บันไดไม่ถึง ต้องเรียกช่างกล้วย หรือถ้าดูแล้วไม่ยากเย็นอะไร ยามเขาก็จะขี่จักรยานแม่บ้านมาดูให้เสีย นับเป็นความสะดวกและสเน่ห์เล็กๆ ที่ทำให้รู้สึกอุ่นใจได้ตลอด
 
แต่กับยามชุดใหม่ ผมกลับไม่พบสเน่ห์ที่ว่าเอาเสียเลย พอเดินไปจะเรียกมอเตอร์ไซค์ ยามใหม่ๆ ก็ยืนดูอยู่เฉยๆ ตะโกนให้เรียกให้ก็เก้กังลังเลทำเอาหงุดหงิด งานทั้งวันมีแต่นั่งนิ่งๆ บางครั้งจับกลุ่มคุยกันบ่นดินฟ้าอากาศ ไม่สนใจแม้คนหรือรถที่ผ่านไปมา
 
แน่นอน ยามชุดเก่าที่ปล่อยให้ขโมยเข้าหมู่บ้านได้ก็มีความบกพร่อง แต่นั่นก็อาจเป็นเหตุผลไม่เพียงพอในการไล่ยามที่ปฏิบัติงานดีมาสี่ห้าปีออก เพียงเพราะเกิดเหตุขึ้นเพียงครั้งเดียว
 
ระหว่างยามอัธยาศัยดีที่ทำผิดเพียงหนึ่งครั้งในรอบห้าปี กับยามอัธยาศัยไม่ดีที่ยังไม่รู้ว่าจะทำผิดไหม
 
ผมว่าลงพนันข้างแรกก็ไม่น่าจะเป็นการเสียเปล่าอะไร.
 
 
 

หนังสือ

posted on 28 Mar 2011 00:17 by champcpe
ผมยังไม่เคยออกหนังสือของตัวเอง...
 
แม้จะมีไปแจม (เขียนเรื่องสั้น บทความ) หรือวาดภาพประกอบอยู่บ้าง แต่หนังสือของตัวเองที่จัดพิมพ์ "ในระบบ" นั้นยังไม่ปรากฏ (ปรากฏเพียงร่องรอยของหนังสือที่พิมพ์จำกัดจำนวนร้อยสองร้อยเล่ม)
 
ผมจึงยังไม่เคยได้สัมผัสความรู้สึก "ได้ออกหนังสือ" กับตัวเองเลยสักครั้ง
 
ที่ใกล้ที่สุดที่เคยได้สัมผัสคือฟังเอาจากเพื่อนๆ นักเขียน ที่เขาว่ามาว่ามันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
 
บ้างก็บอกว่า รู้สึกอิ่มเอมใจ คล้ายว่าบางสิ่งที่เราลงแรงทำหนักหนามานานได้บรรลุเป็นผลสำเร็จ
 
บ้างก็บอกว่า รู้สึกดีใจที่ได้พบปะนักอ่าน ที่ได้เซ็นชื่อลงบนหน้ากระดาษแผ่นแรกๆ จากหลายร้อยแผ่นที่ประกอบร่างกันเป็นหนังสือ
 
บ้างก็บอกว่า รู้สึกลุ้น (กับยอดขายที่ไม่รู้ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร)
 
บ้างก็บอกว่า รู้สึกสงบ
 
บ้างก็บอกว่า คล้ายถึงจุดสุดยอด (อันหลังนี่จินตนาการตามแทบไม่ทัน)
 
ผมไม่รู้ว่าความรู้สึกนั้นเป็นยังไง ถ้าจะอธิบาย ก็คงคล้ายกับที่คนตาบอดไม่รู้จักสีส้ม ถึงแม้จะพยายามพร่ำบอกว่า เป็นสีที่ทำให้รู้สึกเปรี้ยว จี๊ดจ๊าด แสบตา เข็ดฟัน อย่างไรก็แล้วแต่ ก็คงไม่เท่าเห็นเอง
 
จริงๆ ผมคิดว่าการออกหนังสือนั้นไม่ควรจะเป็นปลายทางหรือเป้าหมายขั้นสุดยอด ยิ่งสมัยนี้ที่ 'เบสิคคอลลี่' ใครๆ ก็สามารถออกหนังสือได้เองแล้ว หากมีทุนทรัพย์เพียงพอ
 
การออกหนังสือควรเป็นเพียงหลักกิโลของเป้าหมายที่สูงกว่าเสียมากกว่า (อาจเป็นเป้าหมายที่ชื่อว่า "การสื่อสาร" เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่แน่ใจ)
 
หากการออกหนังสือเป็นหลักกิโล สิ่งที่จะพาเราไปถึงหลักกิโลนั้นได้ก็มีเพียงการเขียน (หรือการวาด)
 
ทุกครั้งที่พิมพ์ตัวอักษรหรือจรดเส้นลงไปครั้งหนึ่ง ก็คล้ายจะเปรียบได้กับการเดินก้าวหนึ่ง
 
ยิ่งก้าวถี่เท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่เราจะไปถึงหลักกิโลนั้นได้เร็วขึ้นเท่านั้น
 
บางคนไม่ถนัดก้าวถี่ หากต้องการพิสูจน์ให้แน่ใจว่าก้าวต่อไปที่จะเดินเป็นก้าวที่ต้องการจริงๆ ก็อาจต้องใช้เวลาในการพินิจพิจารณามากหน่อย
 
ไม่ว่าจะเดินอย่างไร สิ่งที่สำคัญก็มีเพียงอย่างเดียว
 
คืออย่าหยุดเดิน
 
ซึ่งก็เป็นคำตอบที่ทุกคนรู้กันดี แต่จะทำได้หรือทำไม่ได้เท่านั้นเอง.
 
 
 
 
(การที่คนไม่เคยออกหนังสือมาเขียนเกี่ยวกับการออกหนังสือนั้นอาจเป็นการฉกาจกล้าไปบ้าง ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้จริงๆ :-)