ผมไม่ชอบดูรายการฝันที่เป็นจริง
อาจเป็นเพราะผมไม่ชอบภาพแห่งความยากลำบาก ความตรากตรำ ไม่ชอบดูซี่โครงคน ไม่ชอบดูยายแก่ๆ รันทด ไม่ชอบดูคุณลุงที่เสียลูกไปด้วยโรคร้ายแรงรักษาไม่หาย ไม่ชอบดูเด็กกำพร้า ไม่ชอบความสกปรก ไม่ชอบความยากจน ไม่ชอบซาเล้ง ไม่ชอบคนขายเศษเหล็ก ไม่ชอบและไม่ชอบ
แต่เหตุผลเหล่านั้นไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริง ที่ทำให้ผมไม่ชอบดูรายการฝันที่เป็นจริง
เมื่อผมยังเด็ก หย่อนตูดลงบนขอบเหล็กของเตียงพยาบาล ทีวีตั้งอยู่ข้างหน้าในมุมเงย เสียงแม่คุยกับลูกค้าแนะนำยาที่จัดเตรียมเป็นเซ็ตๆ ดังสอดเสียงผู้ประกาศ ป๊านั่งบนเก้าอี้ประจำตัว สายตาจ้องทีวีเช่นกัน เป็นรายการ "ฝันที่เป็นจริง" (ถ้าจำไม่ผิดจะฉายตอนบ่ายๆ ในวันเสาร์) คุณต๋อย ไตรภพ พูดเข้ารายการก่อนภาพตัดฉับเป็นสารคดีสั้น สร้างจากเรื่องอาภัพอับเฉาของผู้เข้าร่วมรายการในตอนนั้นๆ สมจริงจนเด็กชายทีปกรคิดว่าเป็นภาพจากกล้องแอบถ่าย เมื่อโตขึ้นมาคงรู้ว่าคงมีการนัดแนะในกองว่า "ป้า เดินไปมุมนั้นนะ" "ป้า ทำหน้าอย่างนี้ตรงนี้นะ" อยู่พอประมาณ
เมื่อเข้าสู่ช่วงนี้ของรายการ ป๊าจะเริ่มเทศนา
"ดูเขาสิ ชีวิตเขาลำบากขนาดนี้ ชีวิตแชมป์เกิดมา มีป๊าแม่ส่งเสีย ต้องรู้จักใช้เวลาให้คุ้มค่า"
"เห็นไหมว่าเขาเป็นเด็กกำพร้า หาเช้ากินค่ำ เงินทองไปโรงเรียนก็ไม่มี"
"ลุงเขาต้องไปตักน้ำจากบ่อที่ไกลจากบ้านตั้งยี่สิบกิโลเมตร แชมป์มีน้ำเป๊ปซี่นั่งกินอยู่ ต้องรู้จักเห็นใจคนรอบข้างบ้างรู้ไหม"
และอื่นๆ
คงเป็นการสอนในลักษณะนี้เองที่ทำให้เด็กชายทีปกรต่อต้านรายการฝันที่เป็นจริง เมื่อรายการขึ้นต้นมา สวัสดีครับพบกับรายการฝันที่เป็นจริงสนับสนุนโดยบรีส วันนี้เราจะมาแจกรถเข็นกันอีกนะครับ เสียงสั่งสอนของป๊าก็ดังมาจากข้างหลังทุกทีไป ไม่ว่าวันนั้นเด็กชายจะทำผิดหรือไม่ ไม่ว่าวันนั้นอารมณ์ของเด็กชายหรือป๊าจะเป็นอย่างไร เมื่อรายการฝันที่เป็นจริงเริ่มต้นขึ้น การสั่งสอนก็เริ่มต้นขึ้นเช่นกันราวกับเป็นธรรมเนียม
ไม่ใช่ว่าการสั่งสอนนั้นจะเป็นเรื่องผิดแต่อย่างใด ตระหนักดี ทุกคำที่ป๊าพร่ำบ่น พร่ำสอน ทุกคำ ทุกประโยค สร้างผมให้เป็นผมในทุกวันนี้ (เป็นที่เชื่อกันในครอบครัวว่า ผมสอนน้องสาวได้โหดกว่าป๊าสอนผมเสียอีก) ทุกวลีมีประโยชน์ในตัวของมัน
ทว่าหมุนนาฬิกากลับไป เด็กชายทีปกรเป็นเด็กชายทีปกร เป็นเด็กชายอายุสิบปี การสั่งสอนไม่ว่าจะเคลือบน้ำตาลมาหนาแค่ไหนก็ไม่ใช่เรื่องสนุก ยังคงเป็นการสั่งสอนและมีความหมายไปถึงการลงโทษกลายๆ ไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมต้องมาสอนกันด้วย! เด็กชายคิดในห้วงขณะจิตหนึ่ง โมโห โกรธ หงุดหงิดและน้อยใจ
ในสัปดาห์หลังๆ เป็นอันว่าถ้าบ่ายวันเสาร์แล้ว ผมคว้ารีโมตมาเปลี่ยนช่องหนีไปจาก "ฝันที่เป็นจริง" ก่อนรายการจะเริ่มทุกครั้ง ไม่ลอดจากสายตาของป๊าและแม่ รู้กันว่าทีปกรแบนรายการฝันที่เป็นจริง และทีปกรแบนความข้นแค้นทุกประเภท พาให้โดนสั่งสอนหนักขึ้นอีก
...
โต๊ะโตะจังกับโต๊ะโตะจังทั้งหลาย หนังสือของคุโรยานางิ เท็ตสึโกะ ดาราโทรทัศน์คนที่สี่ของญี่ปุ่น และฑูตยูนิเซฟ เขียนถึงสภาพแร้นแค้นเกินจินตนาการของหลายประเทศ บ้างบอบช้ำจากสงคราม บ้างจากภัยธรรมชาติ ในฐานะฑูต เธอเดินทางไปเยือนประเทศเหล่านั้นเพื่อซึมซับและสื่อสาร นำความช่วยเหลือจากประเทศที่มั่งมีกว่าไปสู่ ยอดเงินบริจาคในบัญชีของเธอแตะหลักสองพันล้านเยนจากผู้บริจาคหนึ่งแสนห้าหมื่นกว่าราย
แม้จะเป็นเรื่องรันทดชวนเบือนหน้าหนี แต่โต๊ะโตะจังก็เขียนเล่าอย่างตรงไปตรงมา กล้าหาญและอ่อนหวาน จริงจนจับใจ เธอเล่าถึงน้ำใจอันดีของเด็กๆ ในแทนซาเนียที่แม้จะขาดแคลนน้ำอย่างหนักจนต้องขุดดินเพื่อหาน้ำดื่ม แต่ก็ยังจัดคิวให้เด็กเล็กได้กินก่อน เด็กโตได้กินทีหลัง เธอเล่าถึงวาระสุดท้ายของเด็กน้อยที่ป่วยเป็นโรคร้าย แต่ก็ยังมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยนและสวดอ้อนวอนให้เธอโชคดี เธอเล่าถึงผู้หญิงที่รับอุปการะลูกของคนอื่นมาเลี้ยงราวกับลูกของตัวเองแม้ยากไร้จนไม่เหลืออาหารส่วนของตน
เธอเล่าถึงความมี ในความไม่มี
ขณะที่อ่าน ผมนึกถึงรายการฝันที่เป็นจริง และสิ่งที่ผม (รวมไปถึงเด็กชายทีปกร) หลบหลีกมาเนิ่นนาน เป็นความรู้สึกอึ้งจนต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
บางครั้งบทเรียนที่ดี ต้องมาในเวลาที่ถูกต้อง นั่นคือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ในวันนี้
ขอบคุณป๊าและคุณต๋อย ไตรภพที่สอนให้ผมฉลาดพอที่จะได้รับสารจากโต๊ะโตะจัง.