ตั้งแต่ผมพบผู้ชายที่มีชื่อเล่นว่าพี่เต้ย - มีนามปากกาว่าใบพัด - และมีชื่อจริงว่าภาณุมาศ ก็น่าจะเกือบๆ สองปีแล้วครับ แต่ก็ยังไม่สามารถใช้คำว่า "รู้จักพี่เต้ยเป็นการส่วนตัว" ได้ เพราะผมรู้จักพี่เขาตามวาระ หนึ่งงานหนังสือจะได้เจอสักที แม้จะมีการคอมเมนต์เฟซบุ๊ก (เว็บโซเชียลเน็ตเวิร์กที่พี่เต้ยไม่ค่อยเล่น) และรีพลายทวิตเตอร์ (เว็บโซเชียลเน็ตเวิร์กไมโครบล็อกกิ้งที่พี่เต้ยโคตรไม่เล่น) กันอยู่เนืองๆ

ผมไม่รู้ว่าพี่เต้ยทำอาชีพอะไรมาก่อน รู้เพียงว่าตอนนั้นพี่เต้ย "ไม่ได้ประกอบอาชีพอะไรเป็นพิเศษ" นอกจากการเขียนหนังสือแล้วเขาก็ไม่ได้เขียนอะไรอื่น (ตามที่เข้าใจ) จนผมรู้สึกทึ่งและงงว่า หนึ่ง อาชีพนักเขียนในไทยมันเลี้ยงตัวเองได้ขนาดนั้นเลยหรือ และสอง พี่เขาไม่เบื่อกับการอยู่กับตัวเอง จมอยู่ในกระแสธารอันเชี่ยวกรากของอักษรบ้างหรือ

หนังสือเล่มใหม่ของพี่เต้ยเล่มนี้ ตอบคำถามสองข้อด้านบนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และยังตอบคำถามอีกหลายๆ ข้อที่ผมเคยถามตัวเองแต่ไม่คิดจะหาคำตอบ, ไม่เคยถามตัวเองจึงไม่คิดจะหาคำตอบ หรือไม่เคยแม้แต่จะคิดที่จะถามตัวเอง ได้อีกด้วย

มีคำเตือนล่วงหน้าจากกราฟิกดีไซเนอร์นายหนึ่งของอะบุ๊กก่อนที่ผมจะได้จับหนังสือเล่มนี้จริงๆ ว่า "เล่มนี้ เจ๋งมาก อ่านแล้วอยากลาออก" แอดเวอร์ทอเรียลส่งตรงถึงใบหูกันทีเดียว

คำกล่าวนั้น ไม่เกินจริงเลย

...

ผมชอบตัวหนังสือของพี่เต้ยมาตั้งแต่ซีรีส์ "การเดินทางของเด็กติ๋ม" แล้วครับ เพราะตัวหนังสือของพี่เขาอ่านง่าย เข้าใจง่าย ไม่พยายามที่จะอวดรู้อวดฉลาดกาจเก่ง ไม่ต้องปีนกระไดอ่าน ตรงไปตรงมาน่าเอ็นดู ซึ่งหนังสือแบบนี้ ในความคิดเห็นของผม เขียนยากกว่าหนังสืออ่านยากๆ หลายเท่า 

การเขียนหนังสือให้อ่านยากนั้นไม่ยากครับ เพียงแค่นักเขียนตั้งมั่นในใจว่า กูไม่สนใจคนอ่าน กูต้องการปลดปล่อยรังสีและรัศมีเจิดจ้าอันเปล่งประกายโชติช่วงของกูให้ผู้อื่นได้รับรู้ ว่ากูมีอยู่ กูเจ๋ง กูแน่ คิดในใจเพียงเท่านี้ ตัวหนังสือของเราก็จะเปี่ยมไปด้วยอีโก้และความฉลาดปลอมๆ ที่เราสรรสร้างขึ้นมา เมื่อได้อ่านหนังสือที่เขียนด้วยวิธีการ หรือวิธีคิดแบบนี้ ผมจะรู้สึกป่วย ปล่อย วาง และจากไปตั้งแต่หน้าสิบหก

แต่ตัวหนังสือของพี่เต้ยไม่เป็นอย่างนั้น มันเปี่ยมไปด้วยความเข้าอกเข้าใจคนอ่าน เวลาอ่านจะรู้สึกเหมือนเราถูกจูงไปอย่างช้าๆ อย่างระมัดระวัง เป็นไกด์ทัวร์ความคิดที่ค่อยๆ อธิบาย ค่อยๆ พูด ค่อยๆ จา สุภาพและเป็นมิตร ถ้าเปรียบเป็นเพื่อนในห้องเรียน คงเป็นคนที่ไม่ได้โดดเด่นฟู่ฟ่า ไม่ได้เป็นกัปตันทีม ไม่ได้เป็นเชียร์ลีดเดอร์ แต่เป็นคนที่เรารู้ว่า เราไว้ใจเพื่อนคนนี้ได้ และจะคบกันไปได้อีกนาน

ผมรู้สึกว่าตัวจริงของพี่เต้ย ก็เหมือนตัวหนังสือของเขา

...

"การลาออกครั้งสุดท้าย" คือหนังสือเล่มล่าสุดของพี่เต้ย หนังสือเล่มนี้พาเราสำรวจวิถีชีวิตอันแตกต่าง ชีวิตที่ไม่ยอมให้การทำงานกลายเป็นภาระ ชีวิตที่อยู่อย่างมีความสุขโดยไม่ต้อง "เยอะ" ทั้งหมดนี้พี่เต้ยได้เขียนจากประสบการณ์ยาวนานกว่าสิบปีของตนเอง

สำหรับผม หนังสือเล่มนี้ได้สะท้อนตะกอนขรุขระบางประการในใจให้ส่องประกายวาบขึ้นมา

ผมจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เมื่อประมาณสี่-ห้า ปีที่แล้ว แล้วก็เข้าทำงานที่บริษัทซอฟท์แวร์ยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งทันที บริษัทแห่งนั้นเป็นบริษัทที่ใครๆ ที่รู้จัก ต่างก็บอกว่าสวัสดิการดี งานดี และสังคมดี 

เมื่อได้ยินได้ฟังแล้ว ผมย่อมเกิดความรู้สึกภูมิใจในงานของตนเอง ทำงานอย่างถวายหัว เป็นที่รักของเจ้านาย (หรืออย่างน้อยผมก็คิดว่าเป็นที่รักล่ะ) หามรุ่มหามค่ำเมื่อสถานการณ์จำเป็น พรีเซนต์อย่างคมคาย ไม่นิ่งดูดายเมื่อมีคนต้องการความช่วยเหลือ เบื่อก็ทน

หลังจากทำงานที่ชอบที่ชอบได้หนึ่งปี ก็เกิดเหตุการณ์สองอย่างอันเป็นจุดผลักดันให้ผมลาออก

หนึ่ง พี่ในทีมที่ทำงานอยู่ด้วย เป็นอัมพฤกษ์ครึ่งตัว ไม่สามารถขยับเครื่องหน้าซีกขวาได้ เมื่อไปปรึกษาหมอ หมอก็บอกว่า เป็นโรคที่เกิดจากการทำงานหนักเกินไป ควรหยุดงานพักผ่อนอยู่บ้านอย่างน้อยหนึ่งเดือน มิฉะนั้นแล้วอาการอาจลุกลามจนรักษาไม่หายได้ 

ผลปรากฏว่า พี่คนนั้นลาออกจากบริษัททันทีเพื่อรักษาสุขภาพ (เป็นการตัดสินใจอันถูกต้องแล้ว) การลาออกส่งผลเหมือนคลื่นน้ำ เพื่อนๆ อีกหลายคนในทีมลาออกตาม

ตอนที่ผมเข้าทำงาน มีคนในทีม 10 คน ส่วนตอนที่ผมออก เหลือคนในทีมเพียง 4 คนเท่านั้น ทำให้คนที่เหลือในทีมต้องรับภาระหนักขึ้น เพราะปริมาณงานมีเท่าเดิมขณะที่จำนวนคนลดลง

สอง ช่วงนั้นเว็บที่ผมทำตั้งแต่สมัยนักศึกษา (exteen.com) เริ่มมีรายได้โฆษณาในแบบที่ "พอรับได้" คือเฉลี่ยแล้วต่อเดือนพอๆ กับเงินเดือนของผมในตอนนั้น พ่อของผมโทรศัพท์จากนครสวรรค์เชียร์ว่าให้ตั้งบริษัทเป็นของตนเอง จะได้ดูแลเว็บให้เป็นเรื่องเป็นราว

ที่สุดแล้ว ผมจึงลาออกหลังจากทำงานได้ครบหนึ่งปีพอดี

ผมคิดว่านั่นน่าจะเป็นการลาออกครั้งสุดท้ายของผม เนื่องจากเป็นการออกมาเพื่อตั้งบริษัทของตนเอง เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็น "ของตนเอง" แล้ว จะลาออกอีกได้อย่างไร ออกจากของตัวเองน่ะรึ ยาก

แต่หลังจากที่ผมอ่านหนังสือ "การลาออกครั้งสุดท้าย" ของพี่เต้ยจบ ผมรู้สึกว่าผมคิดผิด

ผมเพียงแค่ออกจากกรงหนึ่ง มาสู่อีกกรงหนึ่งเท่านั้นเอง

...

ถึงแม้จะมีเพื่อนหลายคนค่อนขอดผมอยู่เสมอว่า "ทำไมทำงานสบายจัง" หรือ "แค่เฝ้าเว็บก็ได้เงินเดือนละตั้งเยอะ" หรือ "เมื่อไหร่จะทำงานเป็นหลักแหล่งเสียที" ผมก็ไม่เคยรู้สึกว่าผมทำงานสบาย, ทำงานเพียงแค่เฝ้าเว็บ หรือทำงานไม่เป็นหลักแหล่งแต่อย่างใด กลับกัน ผมกลับรู้สึกว่าผมทำงานหนักขึ้นกว่าตอนที่อยู่บริษัทเดิมมาก ภาระที่ต้องรับผิดชอบหนักหนาขึ้นมาก มีพันธะโยงใยพันรุงตุงนังเพิ่มขึ้นมาก จนอาจกล่าวได้ว่า ผมมีอิสระน้อยกว่าเดิมเสียอีก

แม้การทำงานที่บริษัทของตนเองจะมีภาพลวงว่า "อิสระ" กว่าการทำงานให้คนอื่น เช่น จะหยุดงานตอนไหนก็ได้ จะกำหนดเวลาการทำงานตอนไหนก็ได้ตามชอบใจ หากเบื่อ ก็ไม่ต้องทำ รอตอนมีอารมณ์ "บิ๊วด์ขึ้น" ค่อยทำ ซึ่งบางบริษัทอาจจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ในกรณีผมมันไม่ใช่อย่างนั้นเลย ช่วงเวลาแต่ละวันของผมกลับเต็มไปด้วย "งานเล็กๆ" หรือ "การคิดล่วงหน้า" ระหว่างการทำ "งานใหญ่ๆ" จนแทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง

ที่น่าเจ็บใจคือ ไอ้ผมนี่แหละที่เป็นเจ้านายใจร้าย พยายามหางานให้ลูกน้อง (ซึ่งก็คือผมเองอีกนั่นแหละ) ตลอดเวลา เมื่อว่างก็พยายามคิดงานนู้นงานนี้มาประดังประเด  งานบริษัทบ้าง งานส่วนตัวบ้าง งานที่รับเพราะสมัครใจบ้าง งานที่รับเพราะปฏิเสธไม่ได้บ้าง 

ผมสร้างกรงของตัวเอง, ขึ้นมาเอง, เพื่อให้ตนเองรู้สึกว่ามีคุณค่า

ช่างโง่อะไรอย่างนี้

...

กลับมาที่ตัวหนังสือ

"การลาออกครั้งสุดท้าย" เปรียบเทียบว่า หากชีวิตคือการเรียนในมหาวิทยาลัย ก็ใช่ว่าจะมี "วิชาทำมาหากิน" ให้ลงเรียนเพียงอย่างเดียวเสียหน่อย แต่ยังมีวิชาอื่นๆ เช่น "วิชาดูแลพ่อแม่" "วิชามีความสุข" ที่เราต้องสอบให้ผ่านเช่นเดียวกัน คนส่วนใหญ่อาจได้เกรด A จาก "วิชาทำมาหากิน" (คือหาเงินได้มากมาย) แต่ได้เกรด F ใน "วิชามีความสุข" เนื่องจากไม่ตั้งใจเรียน 

ผมในตอนนี้ ก็คงเป็นเช่นเดียวกับพี่เต้ยในตอนนู้น คือสอบ "วิชาทำมาหากิน" ผ่าน แต่ตกวิชาอื่นๆ ระนาว (โดยเฉพาะวิชาดูแลสุขภาพ)

ผมพอรู้ตัวเองอยู่แล้วว่าเป็นคนที่ไม่สมดุลนัก ทำบางด้านได้ดีมาก ในขณะที่บางด้านไม่มีประสิทธิภาพแม้แต่น้อย เมื่อก่อนผมรู้ตัวก็รู้ไปอย่างนั้น รู้แล้วก็ปล่อยไป วางไว้นานๆ ก็ลืม ลืมจนกว่าจะรู้ตัวใหม่อีกครั้ง

แต่เมื่อพี่เต้ยเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดขนาดนี้ คราวนี้คงจะลืมยากหน่อย

หวังว่านะครับ

เมื่อผมไม่ลืมแล้ว สิ่งต่อไปก็คือ ผมอยากมีพลังใจมากพอที่จะทำอะไรบางอย่างกับกรงที่ขังผมอยู่ในตอนนี้ คงไม่ใช่ว่าแหกกรงแล้วหนีไปอยู่ป่า กลายเป็นฤาษีอะไรอย่างนั้นหรอกครับ อาจจะเป็นแค่การต่อเติมขยับขยายกรงให้ใหญ่ขึ้น อยู่สบายขึ้น แต่จะเป็นอะไรแน่นอนนั้น ผมยังไม่รู้ ยังไม่สันดาป หรือมีปัญญามากพอที่จะคิดได้ในเวลาอันสั้น

เพียงหนังสือของพี่เต้ยส่องสว่างให้ผมเห็นปัญหานี้แจ่มชัด ก็ต้องขอบคุณมากแล้ว

ส่วนเรื่องคำตอบของปัญหา คงไม่มีใครตอบได้ดีไปกว่าตัวเราเอง เพราะต่างคน ก็ต่างสถานการณ์ ต่างตัวแปร และไม่มีสูตรสำเร็จ และคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่ใครจะปรับสูตรชีวิตให้กลมกล่อม ต้องอาศัยเวลาและความตั้งใจจริงมากพอดู

เวลาผมพอมีอยู่แล้ว ส่วนความตั้งใจจริง คงต้องดูกันยาวๆ อีกที

...

 

ด้วยความรู้สึกขอบคุณ ผมจึงได้เขียนเป็นบทความดังที่คุณได้อ่านมานี้ครับ

...

 

 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

เป็น 1เล่มที่ต้องซื้อมาอ่านแน่นอน

ปล. ฉันชอบ entry นี้มากๆๆ

#1 By Buffo on 2010-08-01 01:11

อยากอ่านเล่มนี้มาก เพราะคิดว่าอ่านแล้วคงได้อะไรหลายๆ อย่าง
เราเองไม่เคยลาออกเลย เพราะไม่เคยทำงานอะไรที่อยู่ในฐานะประจำที่จะสามารถใช้คำนั้นได้ (ปกติแค่ "บอกผ่าน") แล้วก็คิดว่าชีวิตนี้คงไม่มีประสบการณ์การลาออกหรอก (ไม่อยากมีด้วย)
..

ขอหยุดแค่นั้นดีกว่าเพราะการจะคอมเมนต์โดยที่ยังไม่ได้อ่านหนังสือนี่ลำบากแฮะ
อยากอ่านน่ะ กะว่าไปอะบุ๊กแฟร์นี่ต้องซื้อให้ได้เลย แต่ .. หมด
ไว้อ่านแล้วอาจจะอยากลาออกบ้างก็ได้

วิ่งกลับไปอัพบล็อกต่อ (อัพนานเกิ๊น!)


ป.ล. เรามั่นใจนะว่าเราได้เกรด A "วิชามีความสุข"
ส่วน "วิชาทำมาหากิน" กำลังปรับเกรดอยู่ sad smile

#2 By นักทางเดิน on 2010-08-01 01:18

หนังสือเล่มนี้ผมยังไม่ได้อ่านครับ แค่พลิกๆอ่านนิดหน่อยในงาน A BOOK FAIR แล้วก็พบว่าน่าอ่านมาก เลยตัดสินใจซื้อทันทีครับ(จริงๆกะรอถึงงานสัปดาห์หนังสือ) พอมาอ่านเอนทรี่นี้แล้วทำให้ผมอยากอ่านหนังสือเล่มนี้ไวๆแล้วล่ะครับ
Hot! Hot! Hot!

#3 By Faith on 2010-08-01 01:22

ชีวิตมีหลายมุม หลายแกน การ balance เรื่องต่าง ๆ ยิ่งก้าวเข้ามาในช่วงทำงานแล้ว หลายอย่างจะให้ไปได้พร้อม ๆ กันนี้บางทีมันก็ยากเนาะครับ

นอกจากกรงที่สร้างให้ตัวเอง บางทีเราก็ ขึ้นเขียง เอาคอไปให้สิ่งต่าง ๆ เชือด เข้าไปติดกับซะเอง...ซึ่งผมก็เป็นบ่อย ๆ

จะต้องหามาอ่านให้ได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งครับเล่มนี้ confused smile

#4 By หมีในนา on 2010-08-01 01:24

เป็นหนังสือที่

ให้พลังคุณมากกว่า เดอะซีเคร็ต

วางไม่ลงยิ่งกว่า ดาวินชี่โคตร

อ่านแล้วอยากทำตาม ยิ่งกว่าฮาวทูของ โรเบิร์ท คิโยซากิ สิบเล่มมัดรวมกัน

เวอร์ไปหน่อย แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆสำหรับผม


Hot! Hot! Hot!

#5 By PeterBen on 2010-08-01 01:29

ต้องหามาอ่านให้ได้เลยครับ

#6 By NocommenZ on 2010-08-01 01:32

เป็นอีกเล่มที่จะหามาอ่านให้ได้ค่ะ ชอบผลงานคุณใบพัดในหัดเยอรมันมาก กับฟินแลนด์ วันนั้นไม่ได้สอยกลับมาแต่ยังไงก็ไม่พลาดแน่นอนค่ะ confused smile

#7 By Öam on 2010-08-01 08:28

น่าอ่านมากครับ เป็นรีวิวที่จับใจผมทีเดียว

#8 By โก๋สิจ๊ะ on 2010-08-01 11:06

อ่านรีวิวหนังสือเล่มนี้จบ ทำให้ผมรู้สึกอยากอ่านหนังสือเล่มนี้มากขึ้นครับ

surprised smile

#9 By พงคุง on 2010-08-01 11:47

ขอบคุณที่แนะนำลงบล็อคค่ะ จะหามาอ่าน
จริงๆเคยอ่านหนังสือของคุณใบพัดมาแล้ว เล่มแรกชื่อ เสียดาย คนอินเดียไม่ได้อ่าน

แล้วก็บล็อคที่คุณแชมป์เขียนวันนี้ เรารู้สึกได้ว่า การเขียนที่ดีมันไม่จำเป็นต้องเขียนโชว์ภูมิว่าเราเก่งแต่การเขียนที่ดีคือ การเข้าถึงใจผู้อ่านได้ ขอบคุณสำหรับบล็อคดีๆ อีก 1 entry ค่ะ

#10 By MEISANMUI™ on 2010-08-01 13:13

สงสัยต้องกลับไปเขียน

"การลาออกจากสังสารวัฏ" เพราะกรงสุดท้ายคือขันธ์ ๕ ยังลาไม่ออก ก็ยังไม่มีวันหลุดจากกรงชื่อ "โลก" แน่นอน

เจริญธรรม ฯ

Hot!

#11 By Dhammasarokikku on 2010-08-01 13:31

เขียนได้ดีมากๆค่ะ Hot! Hot! Hot!

#12 By ..KaTeLaDa.. on 2010-08-01 18:24

ถ้าคุณแชมป์จะลาออก คิดว่าควรหาประธานคนใหม่ไว้ก่อนนะครับ sad smile

ต้องไปหาเล่มนี้อ่านซะแล้ว big smile

(เคยเจอคุณใบพัดทีนึง.. ผมว่าพี่เขาเหมือนเด็กแนวมากกว่าเด็กติ๋มล่ะครับ open-mounthed smile )

#13 By clock on 2010-08-01 23:34

อ่านเอนทรี่นี้แล้ว อยากจะกลับไปอ่านตั้งแต่เล่มแรกของพี่ใบพัดเลย

#14 By โน้ต (77.103.147.2) on 2010-08-02 00:23

แย่แล้วลืมซื้อเล่มนี้มาด้วย

#15 By slackaholics on 2010-08-02 21:43

ยังจำความทรมานของการหัวเราะจนท้องแข็งจากการอ่าน "เสียดายคนอินเดียไม่ได้อ่าน" ได้อยู่ /:)

#16 By Kasidej on 2010-08-04 01:06



กำลังหา ทางเดินของตัวเอง อยู่ขอรับ...

#17 By ppao on 2010-08-09 07:23

ตั้งใจว่าจะซื้อเหมือนกันค่ะ
แอบเปิดอ่านข้างในแล้วประทับใจจริง ^^

#18 By Mali (180.183.50.245) on 2010-08-28 23:00

ฝากที่บ้านซื้อส่งมาให้ที่ออสแล้วค่ะ อ่านแล้วจะมารีวิวบ้างค่ะ cry

#19 By เจนเนสซ่า on 2010-09-02 11:02

"การลาออกครั้งสุดท้าย
เป็นหนังสือไม่กี่เล่มในชีวิตของผมที่อ่านทีเดียวรวดจบภายในเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมง"

อยากให้หนังสือเล่มนี้แปลเป็นภาษาอังกฤษมากครับ

ปล. ขอบคุณร้านนายอินทร์ที่เอาหนังสือเล่มนี้ไปวางในหมวดสุขภาพ! เราให้ผมต้องสะดุดกึ๊กด้วยความงงถึงกับต้องหยิบมาพลิกอ่าน

#20 By ต่อทอง (124.121.91.254) on 2010-09-03 22:08

เขียนได้ดีจัง big smile

#21 By jhmoo (58.8.143.15) on 2010-09-06 22:22

อ่านแล้วสะเทือน และตรงที่สุด เป็นหนังสือ how to อันดับหนึ่งในใจในตอนนี้

#22 By safari (222.123.179.183) on 2010-09-16 22:38

จะลองไปอ่านดูค่ะ กำลังจะลาออกจากงาน จะได้ตัดสินใจง่ายขึ้น

#23 By ต่าย (125.27.145.2) on 2010-10-09 12:02

confused smile

อยากอ่านมากเลยค่ะ

Hot! Hot! Hot!

#24 By BO AND BOBBY on 2010-10-18 10:59

เล่มนี้เราก็ชอบอ้ะ ^..^

#25 By tongg on 2010-10-24 18:38

Hot!
รู้สึกดี และมีความสุขที่ได้มาอ่านเรื่องของคุณแชมป์วันนี้ครับ
แล้วจะไปหาอ่านบ้างครับ
ขอบคุณที่แบ่งปัน...surprised smile

#26 By เขียนเอง on 2010-11-07 03:05

กำลังอ่านอยู่ค่ะ :) วันไปซื้อได้ลายเซ็นมาด้วยแหละ

อิอิ

#27 By Ra!nziiღ on 2010-11-17 10:12

น่าสนใจจัง จะไปซื้อมาอ่านบ้างค่ะ ขอบคุณค่ะที่แนะนำ :)

#28 By แพร (115.87.240.100) on 2011-03-02 15:14

อ่านไป 3 รอบได้ละชอบมาก ชอบกว่า secret,คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก อะไรพวกนั้นอีก อ่านแล้วจะหลับ

#29 By EaK (115.87.133.77) on 2011-03-16 09:50

เป็นการรีวิวที่ดีจริงๆค่ะ ทำให้อยากหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านเลยทีเดียว (แน่นอนค่ะ จะไปหาซื้อให้ได้แน่นอน) ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงสับสนกับชีวิตเหมือนกันค่ะ ด้วยความกลัวต่างๆนานา เป็นอุปสรรคกับการเดินทางของชีวิตเสียจริง ยังไงก็ขอบคุณมากนะคะ อ่านแล้วมีกำลังใจขึ้นมาเลยค่ะ

#30 By kikie (101.108.47.236) on 2011-04-17 19:09

ชอบหนังสือเล่มนี้ตรงที่ เขียนได้น่าติดตามและอ่านง่ายมากๆ เช่นกันครับ

#31 By ป่อง (110.169.29.205) on 2011-04-19 13:02

ชอบบทความประมาณนี้จังเลยครับมาสเตอร์ (อยากอ่านอีกๆ)
เชื่อมะผมอ่านแล้ว ผมอยากจะโยนทิ้ง อยากเอาไปคืน สิ่งที่ผู้เขียน ๆ นั้น สื่อให้เห็น:
1. ความเห็นแก่ตัวของผู้เขียน ขณะที่บิดาทำงานหนัก (แม้จะรักต่องานที่ทำ) ตัวเองกลับทิ้งหน้าที่ความเป็นบุตร ที่จะต้องดูแล (ถึงแม้จะยอมเอาเงินเก็บไปจ่ายค่าบ้าน) แต่การเป็นบุตร น่าจะต้องทำงานหนักกว่านี้ เพื่อให้ บิดา ผู้ซึ่งเลี้ยงเรามานานได้พักซะบ้าง (อย่างน้อยก็ให้เค้าเบาใจ)
2. การที่บอกว่าจะว่างงาน มันโกหกสิ้นดี เพราะว่าการที่ออกมาเขียนหนังสือ นั่นคือคุณยังทำงานอยู่ แต่เป็นนายตัวเอง อยากทำก็ทำ ไม่อยากทำก็ไม่ทำ มันต่างกับคำว่าว่างงานมาก ถ้าใช้ประโยคที่ว่า เป็นนายตัวเอง อันนี้โอมาก ๆ
3. สื่อให้เห็นว่า ผู้เขียนไม่สู้ ท้อ โดยยังไม่ได้รบ (อันนี้ผู้เขียนก็บอกเอาตอนท้าย ๆ ว่าเค้าเป็นแบบนั้น)
4. ที่บอกว่าจะทำให้รู้ว่าอยู่ได้ เลี้ยงตัวได้ อันนั้นยังไม่จริง ผู้เขียนอยู่บ้านบิดา มารดา ค่าใช้จ่ายก็บอกเองว่า ไม่ต้องเสียเท่าไร อันนี้แสดงว่า ผู้เขียนยังไม่ถึงแก่นของคำว่า ยืนด้วยลำแข้ง คุณต้องออกมาอยู่เอง ค่าเช่า้บ้าน น้ำไฟ นั่นแหล่ะของจริง

แต่สิ่งดีของหนังสือนะครับ เขียนได้สบาย ๆ อ่านง่าย ชิล ๆ อันนี้ ยกให้เหมือนเพื่อนเล่าเรื่องให้เพื่อนฟัง แล้วก็ให้ข้อคิดบ้าง

แต่ก็นะครับ นา นา จิต ตัง คนเราคิดไม่เหมือนกัน

สรุป จาก 10 ผมให้ 4.9 (ยังไม่ผ่าน) ตรงไปไม๊อ่ะ ผมอยากคืน หนังสือจริง ๆ นะ ผมกับแฟนอ่านกัน 2 คน อยากคืนมาก ๆ คิดเหมือนกันทั้งคู่

#33 By Me (180.210.216.74) on 2011-05-12 18:40

เปนหนังสือที่ เยื่อมมากๆๆครับ

หนังสือเล่มนี้ ถ้าใครได้ลอง ....รู้


#34 By Mr.nam ..\\\\ (180.183.196.136) on 2011-06-10 21:18

อืม..เห็นด้วยกับคุณที่ว่าเราออกจากกรงหนึ่งไปยังอีกกรง เป็นกรงที่หนักและเหนื่อยกว่ากรงแรกแต่สบายใจกว่ากันเยอะรึเปล่า! เคยคิดเหมือนกันว่าการลาออกจากงานเป็นเพราะเราขี้เกียจทำงานหรือเหตุผลอื่นๆ กังวลกับสายตาและความคิดของคนอื่น สงสารพ่อแม่แต่เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้มีกำลังใจและความคิดดีๆหาคำตอบของตัวเองพอได้บ้าง รู้ว่าตัวเองต้องการอิสละพร้อมทั้งการเป็นนายและลูกน้องตัวเองงานเล็กๆที่ไม่มีเกียรติในสายตาคนอื่นแต่มีคุณค่าสำหรับเรา ขอบคุณ

#35 By ปาริชาต (125.24.61.110) on 2011-08-27 23:40

สุดยอด เยี่ยมมากครับ

#36 By sbobet (27.116.62.17) on 2011-09-23 17:19

ขอบคุณครับ บทความเยี่ยมมาก

#37 By ibcbet (27.116.62.17) on 2011-09-23 17:20

**เพิ่งได้อ่านหนังสือล่มนี้เมื่อวานนี้...เพิ่งรู้ว่ามีคนคิดเหมือนเรา...และเขาสามารถทำได้ ...คุณรู้ไม้..การลาออกจากงานนี่ยากที่สุดในโลกเลยอะ...ตอนนี้ก็พยายามเก็บตังค์เหมือนพี่คนเขียนอยู่ค่ะ...คิดว่าวันนึงก็ได้เป็นอิสระจากการเงิน..ไม่ต้องทนทำงานเป็นฟายยยอีก...อยากทำอะไรก็ทำ..ชีวิตเรามีชีวิตเดียวทำไมต้องทนทุกข์ทรมานทำงานหนักทั้งชีวิตเพื่ออะไร... ตอนนี้กำลังวางแผนทางการเงินอยู่...ชอบคำแนะนำในการลงทุนมาก..เขียนแล้วอ่านเข้าใจง่าย..รู้ไม้คะเคยพยายามทำความเข้าใจกับแนวคิดการลงทุนของวอลเลน บัฟเฟต...แต่ก็อ่านแล้วไม่เข้าใจซักที..หนังสือแปลอ่านแล้วเข้าใจยากก ..แต่พอมาอ่านเล่มนี้..Getเลยอะ...ขอบคุณไอเดียดีๆจากหนังสือเล่มนี้ค่ะ***

#38 By กรรมกรในoffice (203.188.44.186) on 2011-10-10 11:29

นักออกแบบแฟชั่นหลายคนได้คาดการณ์ว่าชุดสีขาวเล็ก ๆ น้อย ๆ เร็ว ๆ นี้อาจจะบรรลุสถานะที่โดดเด่นเป็นชุดสีดำเล็ก ๆ ชุดสีขาวมีหลากหลายอย่างเหลือเชื่อที่พวกเขาสามารถสวมใส่สำหรับออกอาหารกลางวันกับเพื่อน ๆ ก็ยังสามารถสวมใส่สำหรับงานเลี้ยงค็อกเทล

#39 By Herve Leger Outlet (70.32.38.85) on 2011-10-26 13:23

Do you acknowledge that it's correct time to receive the <a href="http://goodfinance-blog.com/topics/personal-loans">personal loans</a>, which can help you.

#40 By JudithWyatt (91.212.226.143) on 2011-10-28 07:11

เพิ่งอ่านจบครับ
ยังไม่ได้ทำงาน และก็เริ่มกลัวการทำงานบริษัทเสียแล้วสิ

ชอบหนังสือของใบพัดครับ มันสร้างแรงบันดาลใจหนักๆ ดี
ชอบที่พูดเรื่อง "ชีวิต"
ก็ "ชีวิตเป็นเรื่องใหญ่" ของเรานี่นา

#46 By iamdozenist on 2011-11-20 15:34

Självklart kan du koppla ihop dina stövlar med andra typer av kläder men det är säkrast att koppla ihop dem med denim. Om du vill hålla dig borta från manlighet i denim och stövlar, prova något liknande-en girly färgad par dingo stövlar och korta blå denim kjol .

#47 By Canada Goose (184.22.233.218) on 2011-11-25 15:06

กำลังคิดอยากจะลาออกพอดี เดี๋ยวไปหาอ่านดีกว่า

#48 By ตาเก่ง (203.195.108.58) on 2011-12-09 15:00

น. สุขมากขึ้นกว่าที่จะแสวงหานี้ออก site.I อินเทอร์เน็ตต้องการที่จะขอบคุณในเวลาของคุณสำหรับการอ่านรุ่งโรจน์นี้! ฉันเพลิดเพลินกับการบวกแต่ละเล็กน้อยของมันและฉันมีคุณบุ๊คมาร์คที่จะตรวจสอบสิ่งใหม่คุณเว็บบล็อกร้าน

#49 By SEO Directory (182.178.208.104) on 2011-12-20 18:20

ขอบคุณสำหรับเคล็ดลับที่แตกต่างกันให้อยู่ในเว็บไซต์นี้ ผมได้ตระหนักว่าผู้ซื้อประกันหลายแห่งเสนอลดใจกว้าง บริษัท ถ้าหากพวกเขาตัดสินใจที่จะทำประกันรถยนต์น้อยกับพวกเขา จำนวนเงินที่สำคัญของครัวเรือนที่มีหลายคันวันนี้โดยเฉพาะวัยรุ่นผู้ใหญ่ผู้ที่มีเด็ก ๆ ที่ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านตลอดจนนโยบายการออมที่แน่นอนเร็ว ๆ นี้เมื่อมันสามารถเพิ่ม ดังนั้นจึงเป็นความคิดที่ดีที่จะมองหาการจัดการที่ดี

#50 By online technology review (119.152.109.57) on 2012-01-10 00:22

มีคำเตือนล่วงหน้าจากกราฟิกดีไซเนอร์นายหนึ่งของอะบุ๊กก่อนที่ผมจะได้จับหนังสือเล่มนี้จริงๆ ว่า "เล่มนี้ เจ๋งมาก อ่านแล้วอยากลาออก" แอดเวอร์ทอเรียลส่งตรงถึงใบหูกันทีเดียว

#51 By Make Money (119.152.96.243) on 2012-01-16 12:27

เป็นอีกเล่มที่จะหามาอ่านให้ได้ค่ะ ชอบผลงานคุณใบพัดในหัดเยอรมันมาก กับฟินแลนด์ วันนั้นไม่ได้สอยกลับมาแต่ยังไงก็ไม่พลาดแน่นอนค่ะ

#52 By Make Money (119.152.75.67) on 2012-01-16 16:22

Thanks for the information just about this good post! People know that the custom writing service could present the essay writing. So, that is the best possibility to buy a paper and custom writing referring to this good post.

#53 By essay writing (31.184.238.21) on 2012-01-23 11:24

I heard from university students, they weren't be able to grapple with asia essay paper. However, is it hard to hire the expert custom papers writing service to purchase college essays from.

#54 By poetry & poets essays (91.212.226.136) on 2012-01-25 21:36

The professional thesis writing should propose the history dissertation close to this post, hence, I notice the experienced custom dissertation service and buy theses there.

#55 By buy dissertation (91.212.226.136) on 2012-01-27 18:15