Just try a Library

posted on 17 Feb 2011 13:52 by champcpe
 
เปิดตู้เย็นดื่มน้ำ น้องชายเหลือบมองผมที่กำลังง่วนอยู่กับคอมพิวเตอร์และการเชื่อมต่ออินเตอร์เนต เปรยว่า "แชมป์นี่หนังสือเยอะเนอะ"
 
หากเป็นวันทั่วๆ ไป นี่คงเป็นคำเปรยที่ถูกปล่อยผ่านและละเลย อย่างดีอาจได้เสียงพีมพำเล็กๆ ว่า "อือ" แสดงนัยยะเห็นด้วย แต่ก็เพียงเท่านั้น หนังสือเยอะ แล้วอย่างไร คงไม่ถูกสานต่อแพนกว้างออกจนเป็นผล
 
ทว่าด้วยพลังงานที่ยังคงหลงเหลือและได้รับจากการจัดบ้านเมื่อสัปดาห์ก่อน อันประกอบไปด้วยการเรียกช่างล้างแอร์ และการเปลี่ยนเคเบิลทีวีมาเสียบกับโทรทัศน์ชั้นล่างที่ได้รับความนิยมมากกว่า (ใช้เวลาเพียงครึ่งค่อนวันก็เสร็จ และมิได้สร้างความลำบากหรือเฟทีกใดๆ ให้กับร่างกายข้าพเจ้าเลย)  ทำให้ผมตอบน้องชายออกไปว่า "ก็อยากทำห้องสมุดอยู่เหมือนกัน" และนั่นเป็นจุดเริ่มต้น
 
จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสาม ภายในหนึ่งสัปดาห์ โครงการห้องสมุด (เป็นชื่อที่อหังการ์เกินตัว) ของข้าพเจ้าก็ลุล่วง
 
ใช่ว่าจะไร้ซึ่งปัญหาเสียทีเดียว เมื่อช่างยกตู้หนังสือที่ประกอบเรียบร้อยแล้วมาส่ง (สี่ชั้น) สำหรับสองชั้นแรกที่จะไว้ข้างล่างนั้นไม่มีปัญหา แต่กับสองชั้นที่ตั้งใจว่าจะไว้บนชั้นสอง เพียงลองแตะๆ ประเมิน ใช้ตัวและแขนวัด ช่างก็บอกว่ามุมบันไดนั้นแคบเกินไปที่จะยกตู้หนังสือ (ขนาดใหญ่ยักษ์) ผ่านได้ สะระตะแล้วผมจึงต้องโทรศัพท์เรียกช่างอีกแผนกเพื่อมาถอดตู้ที่ประกอบแล้วออกเป็นส่วนๆ - ยกขึ้นไปทีละส่วน - เพื่อประกอบบนชั้นสองอีกครั้ง เค้าลางยุ่งยากเริ่มก่อตัว
 
เช้าวันนี้ เมื่อช่างแผนกที่ว่าสองคนมาถึง คนที่ดูเป็นหัวหน้ากว่ามองผมแล้วถามว่า
 
"ช่างคนก่อนบอกว่ายกขึ้นไปไม่ได้หรือครับ"
"ครับ"
"เขาได้ลองยกขึ้นไปจริงๆ ไหมครับ"
"ก็ยกขึ้นไปประมาณสองสามขั้นบันไดแล้วก็บอกว่ายกไม่ได้น่ะครับ"
"ผมว่า... น่าจะยกได้นะครับ เดี๋ยวลองดูก่อน เพราะว่าถ้าถอดแล้วประกอบใหม่เนี่ย ตู้มันจะไม่แน่นเหมือนเดิมนะครับ"
 
พูดจบ ช่างก็จัดแจงตะแคงชั้นวางหนังสือเป็นมุมเฉียง แบกไว้บนหลังข้างหนึ่ง อีกคนรับที่ท้าย แล้วค่อยๆ ฮึดยกขึ้นไป ทีละขั้น ทีละขั้น จนถึงจุดที่ช่างวันก่อนบอกว่าผ่านไม่ได้ ก็หมุนชั้นเป็นมุมนิดหนึ่ง ทำให้ลอดผ่านได้สบาย
 
เมื่อจัดวางเรียบร้อย เขาบอกผมด้วยเสียงหอบแฮ่ก ใบหน้าเปื้อนเหงื่อ
"ไม่ลองยกขึ้นดู แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าผ่านไม่ได้"
รอยยิ้มของชัยชนะปรากฏจางๆ
 
 
 
 

Hunch [สังหรณ์]

posted on 07 Feb 2011 21:50 by champcpe
 
hunch[N] ลางสังหรณ์, See also: ความรู้สึกสังหรณ์
 
1.
วันหนึ่งในเดือนกรกฎาคมของปีสองพันเอ็ด เจ้าหน้าที่เอฟบีไอรายหนึ่งชื่อนายวิลเลียมส์ เขียนรายงานเกี่ยวกับการส่งคนเข้าเรียนโรงเรียนการบินมากผิดปกติจากตะวันออกกลาง จากการตรวจสอบ วิลเลียมส์พบว่าพวกเด็กๆ ชาวตะวันออกกลางที่เข้าโรงเรียนการบินพวกนี้ มีแนวโน้มที่จะเป็นพวกหัวรุนแรง ก้าวร้าว ต่อต้านอเมริกา ที่สำคัญ หลายคนมีความเกี่ยวข้องกับโอซามะ บินลาเดน เขาเชื่อว่านี่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแทรกแซงธุรกิจคมนาคมในสหรัฐฯ และอาจทำให้เกิดความเสียหายที่ยากจะแก้ไขในอนาคต
 
อย่างไรก็ตาม เมื่อรายงานของเขาไปถึงส่วนกลาง กลับถูกประทับตราว่าเป็นเพียงเอกสาร 'รูทีน' ไม่ใช่เอกสาร 'ด่วน' แต่ประการใด เจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า "นี่มันเป็นเพียงการคาดเดา และไม่ได้เป็นรายงานที่สลักสำคัญ" (นึกภาพเอเย่นต์เชิดๆ หยิ่งยโสโอหัง พูดไปทำเสียงฟึดฟัดไปจะได้อารมณ์ขึ้น)
 
สองเดือนหลังจากนั้น อย่างที่เรารู้กันครับว่าเกิดเหตุการณ์สลดแบบใดขึ้น
 
เมื่อมีผู้ค้นพบเอกสาร (ที่คงจะถูกซุกไว้ใต้โต๊ะของไอ้เจ้าหน้าที่ยโสๆ คนนั้น) และไปสัมภาษณ์นายวิลเลียมส์ว่า คิดอย่างไรถึงได้ทำรายงานตัวนี้ขึ้นมา วิลเลียมส์ตอบว่า "ก็แค่ลางสังหรณ์"
 
เมื่อมาคิดดูแล้ว เจ้าหน้าที่ยโสคนนั้นก็ไม่ได้ทำความผิดอะไร วันหนึ่งๆ คงมีรายงานผ่านตัวเขาไปหลายสิบหลายร้อยฉบับ เขาก็ทำไปตามหน้าที่อันเคยชิน จะให้ปักป้ายธงรายงานทุกชิ้นอันว่า 'ด่วน' ก็คงมีหวังถูกผู้บังคับบัญชาไล่ตะเพิดกลับไปเรียนเรื่องไพรออริตี้
 
เขาแค่ไม่มี 'ลางสังหรณ์' ก็เท่านั้น
 
2.
แคทารีน่า เฟค เป็นผู้ก่อตั้งลางสังหรณ์ดอทคอม หรือฮันช์ดอทคอม
 
(พอพูดเป็นภาษาไทยแล้วดูเป็นเรื่องลี้ลับโหราศาสตร์ขึ้นมาทันที...) 
 
Hunch.com คือเว็บไซต์ Recommendation Engine (เว็บไซต์แนะนำนั่นนี่) ที่พยายามจะ "รู้จัก" เราด้วยคำถามยี่สิบข้อซึ่งมีตั้งแต่คำถามไร้สาระอย่างคุณชอบกินโค้กหรือเป็ปซี่ คุณชอบซีรีส์เรื่องไหน ไปจนคำถามสาระหนักอย่างคุณรักใครมากกว่ากันระหว่างเพลโตกับอริสโตเติล (ซึ่งถ้าผมเจอแบบนี้ก็กดข้ามไปอย่างไม่ลังเล)
 
เมื่อคุณตอบคำถามมากพอ เว็บของเธอจะสามารถแนะนำผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับคุณได้ เช่น คุณอาจถาม Hunch.com ว่าถ้าจะซื้อเครื่องเกม ระหว่าง XBox, Wii หรือ Playstation ฉันจะซื้ออะไรดีฮึ หรือระหว่างสปาเก็ตตี้ร้านนี้ กับสปาเก็ตตี้ร้านโน้น ร้านไหนเหมาะกับฉันมากกว่ากันฮึ
 
ความมหัศจรรย์ของ Hunch ก็คือ คุณไม่จำเป็นต้องเคยตอบคำถามเกี่ยวกับเกมหรือสปาเก็ตตี้เลยสักนิด! Hunch จะใช้ข้อมูลจากคำถามไร้สาระของคุณนี่แหละ มาวิเคราะห์วิจัยด้วยข้อมูลทางสถิติ เพื่อให้ได้คำตอบที่ต้องการ
 
เมื่อข้อมูลความเกี่ยวเนื่องจำนวนมหาศาลล้านโกฏิที่ถ้าดูเดี่ยวๆ ก็เหมือนจะไร้สาระ (นาย A ชอบกินพิซซ่าและเต้น นาย B ชอบดูลอสท์และฟังเพลง จะรู้ไปทำไมกัน?) เดินทางผ่านระบบประมวลผลอันทรงพลังที่นักวิทยาศาสตร์สมัยก่อนต้องอิจฉา เราจะสามารถค้นพบความสัมพันธ์อันแปลกประหลาดได้
 
คนที่เชื่อเรื่องเอเลี่ยนจะชอบดื่มเป๊ปซี่มากกว่าคนที่ไม่เชื่อ คนที่ตีแมงวันจะชอบอ่านนิตยสารบ้าดารา และอื่นๆ ที่ถ้าบอกออกมาโต้งๆ ก็ดูจะมั่วเหลือแสนเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทีม Hunch ค้นพบจากข้อมูล 55 ล้านอย่างที่มีคนตอบคำถามเข้ามา
 
บางคนบอกว่านี่มันเป็นแค่การเดาสุ่ม - แต่ผมเชื่อว่าถ้ามีข้อมูลมากพอและเป็นความจริงพอ สิ่งที่แคทารีน่าคิดก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน
 
เหตุผลที่เขาตั้งชื่อเว็บไซต์นี้ว่า Hunch หรือ 'ลางสังหรณ์' อาจเป็นเพราะแคทารีน่าและทีม พยายามที่จะมอบความสามารถที่มนุษย์มีมาตั้งแต่เกิดนี้ ให้กับแผงวงจรและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ด้วยความช่วยเหลือของวิชาสถิติ
 
 
3.
น่าแปลกที่คำว่า 'ลางสังหรณ์' มักถูกใช้ในความหมายทางด้านลบ เราไม่ค่อยได้ยินคนพูดว่า ฉันมีลางสังหรณ์ว่าวันนี้จะต้องถูกหวยสิบล้านบาทแน่ๆ เลย แต่เราจะได้ยินประโยคอย่าง ฉันว่าวันนี้ดูลางไม่ค่อยดีเลย มากกว่า บางครั้งอาจพูดย่อๆ เพียง "เป็นลาง" ด้วยซ้ำ ฟังเท่านี้ก็ตีตนไปก่อนได้ว่าประโยคที่ตามมาคงไม่ใช่เรื่องแฮปปี้ดี๊ด๊าปาจิงโกะ
 
เมื่อเรามีลางกับอะไรบางอย่าง เราก็มักจะระวังตัวกับเรื่องนั้นๆ มากขึ้น นี่อาจเป็นข้อดีของลางสังหรณ์ก็ได้ ในฐานะภูมิคุ้มกันก่อนเกิดเหตุเป็นเรดไลท์ให้มนุษย์
 
แต่บ่อยครั้งที่หลังจากเกิดเหตุไม่ดีไปแล้ว จะมีคนอวดตนว่ามีลางสังหรณ์ย้อนกลับ พูดประโยคยอดฮิตออกมาดังๆ ให้ทุกคนได้ยินและปลาบปลื้มไปในสันชาติญาณอันแม่นยำว่า:
 
"เราว่าแล้ว..." (หรือ "กูว่าแล้ว" ตามระดับความสุภาพ)
 
หากลางสังหรณ์ของเขาเป็นจริง เขาคงรู้ก่อนและสังหรณ์ได้ว่าการพูดประโยคออกมา นอกจากไม่มีประโยชน์ (คือไม่ช่วยสร้างสมญานามว่าเป็นเมพ แหม รู้ก่อนเหรอ โห เก่งจริงๆ เลยนะนายเนี่ย) ยังจะเป็นการซ้ำเติมในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว โรยเกลือใส่แผล และจะตามมาด้วยคำถาม:
 
"รู้ก่อนแล้วทำไมไม่บอก"
 
ซึ่งในสายตาของผม เป็นคำถามที่มีเหตุผลในทุกประการ!
 

รีวิวอาจารย์

posted on 04 Feb 2011 17:01 by champcpe
พอดีดูซีรีส์ Big Bang Theory, เชลดอน คูเปอร์ หนึ่งในสี่เนิร์ดมีโอกาสได้ไปสอนเด็กๆ มหาลัย แล้วปรากฏว่าเด็กทวีต เฟซบุ๊ก โซเชียลเนตเวิร์กต่างๆ ด่าว่าน่าเบื่อ ห่วย ไม่อยากเรียน ฯลฯ เลยคิดไปถึงอีกซีรีส์อีกเรื่องหนึ่งที่เกิดเรื่องคล้ายๆ กัน คือ How I Met Your Mother พระเอก (เท็ด โมสบี้) เป็นอาจารย์สอนสถาปัตย์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเว็บ RateMyProcessor.com แล้วเก็บมาคิดกลุ้มก่ายหน้าผาก
 
เกิดคำถามในใจว่า "ทำไมในไทยไม่เห็นมีเว็บเรตอาจารย์แบบสาธารณะแบบนี้ได้บ้าง" คำตอบที่ใจอีกฝั่งสะท้อนกลับมาคือ "เพราะคนไทยถือที่ต่ำที่สูง อาจารย์ถือเป็นผู้มีพระคุณ ไม่ใช่อาชีพ" แต่ในยุคที่เปลี่ยนไปอย่างในปัจจุบันนี้ หากมีเว็บลักษณะดังกล่าว ก็น่าจะเอื้อต่อนักเรียนนักศึกษาในการเลือกอาจารย์จากชื่อเสียงที่สั่งสมมาได้ และอาจจะเป็นกำลังใจให้อาจารย์ที่สอนดี สนุก อยู่แล้ว พัฒนาตนเองขึ้นไปยิ่งขึ้น
 
เข้าใจว่าตามมหาวิทยาลัยในไทยมีระบบการประเมินให้คะแนนอาจารย์อยู่แล้ว แต่ผลที่ได้มานั้นกลับไม่เป็นสาธารณะ และบางครั้งยังถูก Compromise คือถ้าผ่านกระดาษ อาจารย์ก็เทียบลายมือ (ว่าใครด่าตัวเอง หรือใครให้คะแนนน้อย) ถ้าผ่านคอมพิวเตอร์ บางครั้งระบบก็ยังอนุญาตให้อาจารย์ตรวจสอบได้ว่ามาจากนักเรียนคนใด พอเป็นแบบนี้จึงค่อนข้างเชื่อถือไม่ได้
 
หลังจากทวีตออกไปว่า "ในไทยมีเว็บ "รีวิวอาจารย์" เหมือน RateMyProfessor.com ไหมครับ หรือทำไม่ได้เพราะวัฒนธรรมต่างกัน" ก็ได้รับความคิดเห็นมากมาย
 
 
 
 
 
 

Galaxy Tab

posted on 19 Jan 2011 13:04 by champcpe
พอดีซัมซุงส่งให้ลองใช้ เลยมารีวิวเก็บไว้เสียหน่อยครับ (จริงๆ ก็ไม่เชิงว่ารีวิว เพราะไม่ได้เน้นเทคนิคอะไรเลย แค่เขียนเก็บประสบการณ์ : )
 
จริงๆ แล้วเราเป็นคนไม่ได้ใช้แทบเบล็ตเลย อย่างตอนที่ iPad ออก ก็ไม่ได้ซื้อเพราะไม่รู้จะเอามาทำอะไร ยิ่งพอลองไปถือแล้วพบว่าหนักนี่ยิ่งยี้ ไม่เอาเลย แต่หลังๆ เห็นมีคนใช้มากขึ้น ได้ลองไปทดลองใช้แทบเบล็ตของเพื่อนมากขึ้น ก็เริ่มเห็นประโยชน์ เช่นว่านั่งๆ นอนๆ เล่นก็ได้ ไม่เทอะทะเหมือนโน้ตบุ๊คอะไรงี้ ก็เรียกว่ามันมีที่ทางของมันอยู่เหมือนกัน (แต่ยังไงก็ถือ iPad นานๆ ไม่ได้อยู่ดี)
 
ตอนที่ได้รับ Samsung Galaxy Tab นี้ เราไปเที่ยวอเมริกา (ต้องขอขอบคุณความมานะกรุณาของผู้จัดส่งให้อย่างยิ่ง ^^") ก็เลยได้ทดลองใช้ในสภาพที่ขาดคอมพิวเตอร์ตัวหลัก (คือถ้าได้รับตอนอยู่ไทย คงเป็นอีกอารมณ์ เพราะเรานั่งอยู่แต่กับคอมพิวเตอร์ที่โต๊ะ)
 
 
ขนาดของตัวเครื่องเทียบกับมือ
(รู้สึกจะ 7 นิ้ว ถ้าจำไม่ผิด ขนาดพอๆ กับ Kindle แต่หนักกว่า ถึงจะหนักไม่เท่า iPad)
 
 
ตัว OS เป็น Android ข้อเสียของการเป็น Android สำหรับเราก็คือตัว Marketplace ของ Google แนะนำโปรแกรมเจ๋งๆ น้อย รู้สึกว่าหาโปรแกรมใหม่ๆ มาลงเล่นยาก จนถึงบัดนี้โปรแกรมที่เราลงไปก็มี
  • Angry Birds อันนี้ดีกว่า iOS ทั้งหลายตรงที่มันฟรี
  • Slice it อีกเกมที่ลองเล่นแล้วรู้สึกว่าโอเค (เกมใน Android มีที่เราโอเคไม่เยอะ)
  • Jewels เป็นโคลนของ Bejeweled
  • สามเกมข้างบนมีใน iOS ทั้งสิ้น
  • ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก อันนี้ของตายอยู่แล้วเนอะ
  • Pulse โปรแกรมอ่านข่าวที่ทำให้การเข้าห้องน้ำน่าเบื่อน้อยลงเท่าตัว (บนไอโฟนมี Pulse Mini ส่วน iPad เขาก็ใช้ Flipboard กัน)
  • Instafetch เป็นตัวอ่าน Instapaper ที่เราเก็บไว้ระหว่างท่องเนตต่างๆ
  • Yelp อันนี้ช่วยเหลืออย่างยิ่งระหว่างการท่องเที่ยว พอชอบร้านไหนก็ยื่น Galaxy Tab ให้เพื่อนดูได้เลย ใหญ่เต็มตาดี

โปรแกรมเช็คเมล ดูดีมีราศีต่างๆ

Pulse โปรแกรมอ่านข่าว

จนถึงจุดนี้ถึงจะยังใช้อะไรไม่ค่อยมาก แต่ก็เห็นภาพกว่าเดิมเยอะ (จะว่าไปมันก็คือ Samsung Galaxy S ที่จอใหญ่ขึ้นมาเท่านั้นเอง (รึเปล่า?)) จุดสถิตชั่วคราวของมันตอนนี้คือตรงโต๊ะรับแขก, และในห้องน้ำ :-D (อย่างที่บอกว่าทำให้ช่วงเวลาขับถ่ายได้ใช้ประโยชน์มากขึ้น)

รีวิวแบบละเอียดๆ ขอแนะนำของคุณมาร์ก @markpeak เช่นเคย ตอนแรก ตอนที่สอง

 

เหตุผลของทวิตเตอร์

posted on 14 Dec 2010 17:18 by champcpe
พอดีทวีตหลายอันที่เข้าหมวดเดียวกัน เลยมาเก็บๆ ไว้ให้เป็นที่ทางซักหน่อยครับ
 
  • เราใช้ RT เพื่ออะไรบ้าง 1. เพื่อแสดงความเห็นด้วย 2. เพื่อตอบให้คนอื่นรู้ด้วย 3. เพื่อเผยแพร่ (บวก) 4. เพื่อประจาน 5. เพื่อสนองนี้ดของเซเล็บ!
  • เราใช้ Favourites เพื่ออะไรบ้าง 1.เก็บกำลังใจ 2.เก็บไว้ดู 3.เก็บไว้ใช้ทีหลัง 4.เก็บไว้ประจาน
  • อ้อ คิดประโยชน์ของ RT ได้อีกอย่าง สำหรับบางคน RT มีไว้เพื่อแสร้งทำเป็นสนใจเพื่อ 1. ให้ดูดี 2. ให้ดูเป็นคนดี 3. เพื่อสร้าง connection
  • เหตุผลของการ Follow 1. สนใจในสิ่งที่ทวีต 2. ไม่สนใจ แต่รู้จักกัน 3. ไม่สนใจ ไม่รู้จักกัน แต่อยากรู้จักกัน
  • (เหตุผลของการ follow เพิ่ม) RT @: @ 4.เห็นชาวบ้านเค้า Follow ก็เลย Follow ตาม เดี๋ยวไม่ตาม Trend
  • (เหตุผลของการ follow เพิ่ม) 5. ไม่สนใจ ไม่ได้รู้จัก ไม่อยากรู้จัก แต่โดนขอร้อง, บังคับ, ข่มขู่ ให้ฟอลโลว์ เขาจะเอาไปส่งอาจารย์
  • เหตุผลของการ RT เพิ่ม (ทำไมมันเยอะจัง!) ข้อนี้โดนตัวเองด้วย คือมีคนชม, แล้วอยากให้คนอื่นรู้ว่ามีคนชม (เพื่อโปรโมต อะไรก็แล้วแต่), จึง RT
  • บางคนอาจใช้เหตุผลว่า "ให้เกียรติคนที่ชม จึง RT ไงล่ะ ไม่ใช่อยากให้คนอื่นรู้หรอกนะ" แต่ผมว่าน่าจะเป็นอยากให้คนอื่นรู้มากกว่านะ เราก็เป็น
  • อยากรู้ว่าคนอื่นคิดกับเราแบบไหนบ้าง, ดูชื่อ List ที่คุณอยู่สิครับ